macd คือ อะไร

Apr 03

Macd คือ อะไร

2. Bullish Divegence จะเกิดขึ้นเมื่อ MACD มีการปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับการลดลงของดัชนีราคา เป็นการบอกว่าการลดลงของราคาหุ้นใกล้สิ้นสุด

ต้องจำก่อนว่าเส้น K จะเป็นเส้นที่เคลื่อนไหวเร็วที่สุด และ


macd คือ อะไร

Bearish Failure Swing แน่นอนว่าต้องตรงกันข้ามกันก็คือการที่ RSI ขึ้นสูงกว่า 70 ลงต่ำกว่า 70 ในเวลาต่อมา และกลับตัวขึ้นไป แต่ไม่ถึง 70 พร้อมกับ ราคาปิดล่าสุด ต่ำกว่า จุดต่ำสุดของวันก่อนหน้า เป้นสัญญาณว่าหุ้นอาจจ�



วิดีโอ macd คือ อะไร

เลิกเม่า #13: RSI Convergence Divergence

อ่านเกี่ยวกับ macd คือ อะไร

MACD ( Moving Average Convergence / Divergence ) คือเส้นของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของราคา 2 เส้น

สร้างขึ้นโดยใช้ความต่างระหว่างเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 2 เส้น โดยที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เส้นหนึ่ง ใช้ระยะเวลาในการคำนวณยาวกว่าเส้นค่าเฉลี่ยฯ อีกเส้นหนึ่ง และเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 2 เส้นนี้ นิยมใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ EXPONENTIAL ส่วนจำนวนวันที่นำมาหาค่าเฉลี่ย ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่ที่นิยมใช้กันทั่วไปคือ 12 วัน และ 25 (หรือ 26 วัน) มีข้อสังเกตว่า เส้นค่าเฉลี่ยระยะยาวนี้ จะมีระยะเวลายาวนาน กว่าเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นประมาณ 1 เท่า Signal Line หรือ MACD Signal คือ เส้น EMA 9 วัน ซึ่งจะถูกวางไว้ใช้คู่กันกับเส้น MACD เพื่อหาสัญญานเข้าซื้อขาย

สูตรคำนวณ MACD MACD Line = EMA(12) – EMA(26) Signal Line = EMA(9)

สามารถใช้ MACD ที่ระดับ 0 เป็นตัวบ่งบอก trend ได้เช่นกัน ถ้า MACD > 0 คือเป็นขาขึ้น, MACD < 0 เป็นขาลง จากสูตรคำนวณแสดงให้เห็นว่า ถ้า EMA12 ตัด EMA26 นั่นหมายถึง MACD จะเท่ากับ 0 พอดี แต่ถ้า EMA12 < EMA26 นั่นคือ MACD จะอยู่ต่ำกว่า 0 และถ้า EMA12 > EMA26 MACD จะอยู่เหนือเส้น 0

หลักการวิเคราะห์

1.   ถ้า MACD > 0 หมายถึงเป็นแนวโน้มขาขึ้น 2.   ถ้า MACD < 0 หมายถึงเป็นแนวโน้มขาลง 3.   ถ้า MACD > 0 และตัด Signal ลงมา หมายถึงราคาอาจพักฐานชั่วคราว 4.   ถ้า MACD < 0 และตัด Signal ขึ้นไป หมายถึงราคาอาจจะขึ้น ชั่วคราว 5.   ถ้า MACD ตัด 0 ขึ้นไป เป็นสัญญาณซื้อ 6.   ถ้า MACD ตัด 0 ลงมา เป็นสัญญาณขาย

การใช้เครื่องมือ MACD เพียงอย่างเดียว มักจะทำให้ผู้ลงทุนไม่ได้กำไรสูงสุด ดังนั้น จึงควรนำหลักการของ DIVERGENCE มาประกอบการตัดสินใจ

การขัดแย้งกันของ MACD กับดัชนีราคา หรือเรียกว่า DIVERGENCE

DIVERENCE คือ การขัดแย้งกันของ MACD กับราคาหุ้นมี 2 ลักษณะคือ

1. Bearish divergence จะเกิดขึ้นเมื่อ MACD มีการปรับตัวลงสวนทางกับการสูงขึ้นของดัชนีราคา เป็นการเตือนว่าราคาหุ้นอาจมีการปรับตัวลง

2. Bullish Divegence จะเกิดขึ้นเมื่อ MACD มีการปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับการลดลงของดัชนีราคา เป็นการบอกว่าการลดลงของราคาหุ้นใกล้สิ้นสุด

Source: http://www.setinvestor.com/stochastic-oscillator/


อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ macd คือ อะไร

Macd คือ อะไร

เลิกเม่า #13: RSI Convergence Divergence

วิดีโอ macd คือ อะไร



1. Bearish divergence จะเกิดขึ้นเมื่อ MACD มีการปรับตัวลงสวนทางกับการสูงขึ้นของดัชนีราคา เป็นการเตือนว่าราคาหุ้นอาจมีการปรับตัวลง

หลังจากที่ Stochastic ได้มีการถูกใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลกก็ได้มีการปรับปรุงวิธีการเข้าซื้อและขายตามสัญญาณในหลากหลายรูปแบบมากมายแต่ตอนนี้เราจะมาดูกันว่าโดยพื้นฐานของ Stochastic จะสามารถใช้เป็นสัญญาณซื้อขายได้อย่างไรแบบง่ายๆ เหมาะแก่สำหรับผู้ที่ไม่เคยใช้มาก่อน

ยกตัวอย่าง Bullish Failure Swing คือการที่ RSI ลงไปต่ำกว่า 30 กลับขึ้นมาเหนือ 30 และ เกิดการ Pull Back คือลดลงต่ำ แต่ว่าไม่ต่ำกว่า 30 และ จบลงด้วยการที่ ราคาปิดสูงกว่า ราคาสูงสุดของวันก่อนหน้า เป็นสัญญาณว่าหุ้นอาจมีการกลับตัวเป็นขาขึ้น



Stochastic Oscillator เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่หลายๆ คนต้องได้ยินผ่านหูกันมาบ้างแต่อาจจะไม่เคยใช้อย่างจริงจัง วันนี้ผมเลยจะมาเจาะลึกเจ้าเครื่องมือหรือ Indicator ตัวนี้กันสักหน่อยว่าสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ในรูปแบบไหนและอย่างไรได้บ้าง

ก่อนอื่นเลยเราต้องยกความดีความชอบให้กับ George Lane ที่ได้คิดค้น Stochastic ขึ้นมาภายใต้ความคิดที่จะพัฒนาให้เป็นเครื่องมือบ่งบอกทิศทางหรือ Momentum ของราคาโดยใช้จุดสูงสุด ต่ำสุด และ ราคาติดในแต่ละวันมาคำนวณ

ซึ่งถ้าใครที่เคยใช้ RSI มาก่อนแล้วก็จะทราบว่าค่า RSI นั้นจะเริ่มต้นที่ 0 และ สูงสุดที่ 100 โดย 0-30 คือจุดที่มีการขายมากเกินไปหรือ Oversold และ 70-100 คือจุด Overbought หรือ จุดที่มีการซื้อมากเกินไป (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ RSI) ซึ่งในการใช้ Stochastic ก็เหมือนกันเราสามารถกำหนดจุด 0-20 (Oversold) และ 80-100 (Overbought) ได้เหมือนกับ RSI หรือ บางท่านก็อาจจะใช้ 0-30 / 70-100 เหมือน RSI ก็ได้เช่นกัน

วิธีการคำนวณของ Stochastic Oscillator

ก่อนอื่นให้ดูภาพด้านล่างนะครับจะเห็นว่า Stochastic Indicator นั้นจะมีเส้นอยู่สองเส้น โดยเส้นแรกจะเรียกว่าเส้น %K และ เส้น %D

โดยการคำนวณเส้น %K สามารถทำได้ดังนี้

%K = 100[(C – L5close)/(H5 – L5)] C = ราคาปิดล่าสุด L5 = ราคาต่ำสุดในช่วง 5 วันที่ผ่านมา H5 = ราคาสูงสุดในช่วง 5 วันที่ผ่านมา

%D = 100 X (H3/L3) H3, L3 = ราคาสูงสุด และ ต่ำสุดในช่วง 3 วันที่ผ่านมา

ที่โชว์ให้ดูนั้นไม่ได้จะให้จำหรือคำนวณเองนะครับเพราะทุกวันนี้ต้องขอขอบคุณเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เราไม่ต้องมานั่งคำนวณสิ่งพวกนี้เอง แต่ที่บอกเพราะอยากให้พอมี Concept ว่า Stochastic นั้นถูกคำนวณออกมาได้อย่างไร

เอาละครับเรามาเข้าเรื่องกันโดยก่อนอื่นเลยอยากให้ดูกราฟด้านล่าง

หลังจากที่ Stochastic ได้มีการถูกใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลกก็ได้มีการปรับปรุงวิธีการเข้าซื้อและขายตามสัญญาณในหลากหลายรูปแบบมากมายแต่ตอนนี้เราจะมาดูกันว่าโดยพื้นฐานของ Stochastic จะสามารถใช้เป็นสัญญาณซื้อขายได้อย่างไรแบบง่ายๆ เหมาะแก่สำหรับผู้ที่ไม่เคยใช้มาก่อน

ต้องจำก่อนว่าเส้น K จะเป็นเส้นที่เคลื่อนไหวเร็วที่สุด และ

Source: http://www.sornhoon.com/d-macd.aspx